กว่าจะรู้ว่ารัก (1)

“Boy meets girl. Boy falls in love. Girl doesn’t”
500 days of summer
เมื่อผู้ชายกับผู้หญิงมาเจอกัน ผู้ชายนั้นตกหลุมรักเข้าอย่างจัง แต่จะทำยังไงล่ะถ้าผู้หญิงไม่รู้สึกอย่างนั้นด้วย คำโปรยของหนังเรื่อง 500 days of summers ทำเอาผมอยากดูหนังเรื่องนี้ซะเหลือเกิน อีกอย่างเรื่องนี้มีดีกรีพ่วงท้ายถึง “Official selection SUNDANCE film Festival 2009″ (อย่าให้ผมแปล กลัวมั่นจะมั่ว แต่ที่แน่ๆ แปลตามเซ้นส์แล้วมันเป็นต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ) พอยิ่งดู trailers ก็ยิ่งโดนใจจริงๆ กับสโลแกนที่ว่า “Expectations Vs. Reality” ความผิดหวังเกิดขึ้นเสมอ ถ้าความคาดหวัง นั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง! แต่คนเราจะอยู่ได้โดยไม่มีความคาดหวังเลยหรือ หรือจะเรียกว่า ความฝัน จุดหมาย เป้าหมาย อะไรก็ตามแล้วแต่ที่คุณๆท่านๆ จะสรรหาคำมาบรรยายให้มันสวยหรูและฟังดูดี แต่ขอเหอะพอที ความต่างมันห่างกันแค่เส้นบางๆกั้นเท่านั้นเอง.. ขึ้นอยู่ว่าเรามองที่มุมไหน จริงไหม?
เข้าเรื่องเมื่อผมนอยด์แดก เมื่อครั้งหนึ่งที่เหมือนรู้สึกว่าเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง 3 ปี (สำหรับบางคนคงยาวนาน) ศรัทธาที่ผมมีต่อความรักนี่มันสูญสลายหายไปกับสายลม เพราะความรักที่ผิดหวังเมื่อครั้งก่อน ใช่แล้วครับ กับคำว่า ‘ความรัก’ นี่ล่ะที่ใครๆ เค้าก็ว่าดี มีความสุข ไอ้สิ่งๆที่ทุกมวลมนุษย์ทุกคนแสวงหา ไม่ว่าจะเด็ก หนุ่มสาว หรือวัยชรารวมถึงพนักงานเงินเดือนด้วย (ฮา) เมื่อความรักเริ่มต้นด้วยความสุขแต่จบลงด้วยความผิดหวัง มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้งไปแล้วจะให้ผมศรัทธาในความรักได้ยังไง ไอ้ตอนที่มีรักตอนแรกๆมันก็รู้สึกดีอยู่นะ โอ้ว! ชีวิตนี้ช่างมีความสุข! ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว! มีเพียงแค่เธอกับฉันเท่านั้นก็พอ! หมดชีวิตฉันให้เธอผู้เดียว! แต่ตอนหมดรักนี่สิ ไม่อยากจะพูด! รู้อะไรไหมครับ นี่มันเป็นแค่โหมโรงของละครเศร้าฉากใหญ่ของชีวิตผมเท่านั้นเอง สุดท้ายมันจบลงที่ความว่างเปล่า อันที่จริงมันก็ไม่ใช่ความว่างเปล่าซะทีเดียว เพราะผมยังมี “น้ำตา”
เข้าเรื่องจริงๆซะที! ย้อนกลับไปเมื่อตอน 3 ปีที่แล้ว(อีกครั้ง) มีผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงว่ายผ่านมาเข้ามาในชีวิตผม ต้องขอใช้คำว่า ‘ว่าย’ ผ่านมา เพราะผมเจอเธอที่สระว่ายน้ำ (บอกแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี) วันนั้นผมยังจำได้ดี เป็นวันที่แสงแดดอ่อนๆเพราะว่าใกล้จะเย็นแล้ว ผมยังจำได้ดี เด็กสาวน่ารักตาโต คิ้วเข้ม ยิ้มสวย ผิวขาว มาในชุดว่ายน้ำสีดำสวมหมวกสีชมพู-ดำ ภาพนั้นยังคงติดตรึงอยู่จนทุกวันนี้ เราสบตากัน ผมชอบเธอ! แค่นั้นไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากนี้ ใช้เวลาแค่ 7 วิก็เพียงพอในการตกหลุมรักใครซักคน เธอมากับเพื่อนซึ่งภายหลังทราบว่าน่าจะเป็นแฟน ผมก็ไม่มั่นใจ จำคนไม่เก่ง แต่ก็นั้นล่ะคับ ผมไม่แคร์หรอกว่าเธอจะมีแฟน เหตุผลมีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรก ผมชอบเธอ! ส่วนข้อที่สอง ผมไม่ศรัทธาในความรักครับ! การไม่มีหัวใจมันเป็นอะไรที่ง่ายมากๆกับการจะจีบใครซักคน เพราะอะไรน่ะเหรอครับ เพราะว่ามันไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังน่ะสิครับ! ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องกลัวการปฏิเสธ ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะไม่ชอบ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหน้า เพราะว่า “ผมไม่ได้รักเธอ!!” แต่สุดท้าย ผมก็ไม่ได้ขอเบอร์ ไม่รู้แม้แต่ชื่อ แต่ข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้คือ 1) เธอเป็นรุ่นน้องแน่ๆ 2) ถ้ามีโอกาสให้ได้แก้ตัว ผมจะจีบเธอ 3) แน่นอนครับ ผมไม่มีหัวใจ
และแล้วโชคชะตาก็เล่นตลก (ตึ่ง โป๊ะ!) จะเรียกว่าเป็นพรหมลิขิตก็ได้ เราเจอกันอีกครั้ง ผมเห็นเธอ เธอไม่เห็นผม (เหมือนโรคจิตเลยแฮะ) เธอมาในชุดนักศึกษาสดใสน่ารัก ดูจากช่วงเวลา อาคารเรียน บริบทในตอนนั้น ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเธอเรียนคณะอะไร ซึ่งมันก็เพียงพอสำหรับการจะเข้าไปทำการรู้จักเธอ สุดท้าย.. ผมก็รู้จักเธอ เรารู้จักกัน เดทแรกที่เราไป(รวมไปถึงการเจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรก) คือการไปลอยกระทง จำได้ว่าวันนั้นเราต่างคนต่างก็ไปลอยกับเพื่อนมาแล้วครั้งนึง กลับมาแล้ว แต่ผมก็ชวนเธอออกไปลอยอีก เพราะอะไรเหรอครับ ผมอยากลอยกับเธอ เหมือนกับตอนที่จะชวนสาวซักคนไปกินข้าว “กินข้าวมายัง” “ยังเลย” “เราก็ยัง – งั้นไปกินกันนะ” (ตามจริงฟาดกระเพราะหมูกรอบพิเศษไปแล้ว อิ่มชิบหาย) ก็คนมันอยากอยู่ใกล้ๆนี่นา เข้าเรื่องต่อ วันนั้นหนาวมาก ผมก็ขี่มอไซค์ท้าลมหนาวไปรับเธอถึงหอ แล้วเราก็ไปลอยกระทงกัน ก็ไปลอย แล้วก็มีอยู่ตอนนึง เธอชวนขึ้นชิงช้าสวรรค์ครับ ฟังจากน้ำเสียงและแววตา ก็พอเดาได้ไม่ยากว่าเธออยากขึ้นจริงๆ รู้ไหมว่าข้อดีของการขึ้นชิงช้าสวรรค์นี่ ทำให้เรามีโอกาสใกล้ชิดสาวๆโดยไม่น่าเกลียดเลยนะครับ แต่ติดตรงที่ ผมกลัวความสูง ใครจะกลัวอะไรก็กลัวไป แต่ผมกลัวความสูง เกิดมาไม่เคยขึ้นชิงช้าสวรรค์เลยครับ แค่มองขึ้นไปก็หน้ามืดแล้ว และอีกอย่างพ่อแม่ผมห้ามเพราะว่ามันอันตราย แต่สุดท้ายก็ต้องเก็บความกลัวนั้นไว้ ยืดอกพกความเป็นแมนเต็มที่ จนแล้วจนรอดก็ขึ้นและกลับลงมาด้วยสวัสดิภาพ และนั่นเป็นการขึ้นชิงช้าสวรรค์ครั้งแรกและครั้งเดียวของผมในชีวิต.. รู้อะไรไหมครับ ตอนขึ้นไปเหมือนเวลามันหยุดหมุนเลยเวลาได้อยู่กับคนที่เราชอบ
เวลาผ่านล่วงเลยไป ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องไปเรียนที่ไกลๆ ห่างบ้าน แต่ผมก็ยังติดต่อกับเธอบ้าง จนมาวันนึงเราก็ไปเที่ยวด้วยกันอีกครั้ง ผมดีใจมากและมีความสุข ในคืนนั้น ผมเมา เธอเมา และผมได้ทำผิดต่อเธอ (เราไม่ได้มีอะไรกันถ้านั่นคือสิ่งที่คุณคิด) วันต่อมาเหมือนมีอะไรมาดลใจไม่ทราบว่า ผมรักเธอไม่ได้หรอก! เธอคือคนที่ใช่ แต่เข้ามาผิดเวลา มาเวลาที่ผมไม่ศรัทธาในรัก!! ผมรู้ว่าผมทำผิดต่อเธอ เล่นกับอารมณ์ความรู้สึกเธอ ผมผิดที่ไม่จริงจังกับเธอ เอาใหม่นะ ผมไม่ผิดที่ผมไม่จริงจังกับเธอ จะให้ผมอยู่กับคนที่ไม่ได้รักได้ยังไง ผมว่ามันไม่แฟร์ถ้าจะคบกับใครซักคนทั้งๆที่ไม่ได้รัก ผมไม่เคยคบเผื่อเลือก แต่เพราะความรู้สึกรักมันไม่ได้ก่อตัวในช่วงเวลานั้นจริงๆนี่นา ไม่แฟร์กับผม ไม่แฟร์กับเธอ ผมรักใครผมทุ่มสุดตัวกับคนที่รัก ถ้าไม่ได้รักผมทำอย่างนั้นให้ใครไม่ได้ มันฝืนความรู้สึก!
หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไป ผมกลายเป็นคนบาป ผมรู้ว่าเธอร้องไห้เสียใจ เธอเสียศูนย์กับชีวิต นึกๆดูแล้ว ผมนี่มันเลวสุดๆเลยจริงๆ ผมเสียใจ
จากเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปกับการได้คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ความห่างไกล ตอนนั้นผมไม่ได้ยินข่าวจากเธออีกเลย ความรู้สึกแปลกๆ แต่ก็คุ้นเคย มันได้ก่อตัวขึ้นข้างในจิตใจอย่างช้าๆ ผมรู้ดีว่ามันคืออะไร แต่สมองผมมันก็พยายามปฏิเสธในสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะมันไม่อยากจะทุกข์ทรมาน ชีวิตผมที่ผ่านมาเคยร้องไห้ฟูมฟาย นอยด์ (ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านอยด์) กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หมดอาลัยตายอยาก ปล่อยเวลาที่มีค่ากับความคิดที่ไร้ค่า กินเหล้า ไม่เอาอะไรเลยในชีวิต เรียกได้ว่าครบสูตรอย่างที่คนที่ผิดหวังกับความรักเค้าเป็นกัน แต่ที่สำคัญที่สุด มันทำให้พ่อแม่ผมเป็นห่วง ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
จนมาวันนึง เราก็มาพบกันอีกครั้ง..